แกงส้มฝักมะรุม
ประเภทของแกงส้มนั้นนิยมกันมาช้านานเพราัเป็นแกงที่อร่อยครบรสและวิธีการปรุงก็ง่ายอีกด้วยทำแป็ปเดียวก็ได้ลิ้มลองความอร่อยแล้ว แกงส้มนี้ความจริงใช้ผักต่างๆเกือบทุกชนิดนำมาแกงได้เช่น แกงส้มผักกาดขาวกับกุ้ง แกงส้มดอกแคกับปลาช่อน แกงส้มรวมมิตรกับกุ้ง นอกจาก
นี้ก็ยังมีแกงส้มอีกมากมายมีความแตกต่างกันไปที่ผักต่างๆ รวมทั้งเนื้อสัตว์ที่นำมาปรุงด้วย ในที่นี้
*แกงส้มฝักมะรุม*นับว่าเป็นเมนูอาหารที่หารับประทานกันได้ยาก..........
*ฝักมะรุม*เป็นพืชตระกลูถั่วอย่างหนึ่งเป็นต้นไม้ยืนต้นออกฝักมาทำนองเดียวกันกับสะตอนั่นเองในฝักมะรุมมีสรรพคุณมากมายเช่น ฝักมะรุม 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 32 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย เส้นใย 1.2 กรัม แคลเซียม 9 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 26 มิลลิกรัม เหล็ก 1.5 มิลลิกรัม วิตามินเอ 532 IU วิตามินบีหนึ่ง 0.05 มิลลิกรัม ไนอาซิน 0.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 262 มิลลิกรัม รวมทั้งเป็นยาต้านเชื้อโรค
และลดการเป็นมะเร็ง เบาหวาน อีกด้วย
ส่วนมากฝักมะรุมจะนิยมนำมาแกงส้มมะรุมมีเนื้ออ่อนนิ่มรสหวานเมล็ดกรุบๆ อร่อยไปอีกแบบ
หนึ่งค่ะ่่
มาดูกันเลยค่ะว่า*แกงส้มมะรุมนั้นมีส่วนผสมอะไรบ้าง และวิธีทำอย่างไร
เครื่องปรุง
ฝักมะรุม 10ฝัก
ปลาช่อนหั่นเป็นท่อน 1 ต้ว
กระเทียม 5กลีบ
กะปิ 1/2ช้อนโต๊ะ
ปลาร้า 1ช้อนโต๊ัะ
พริกแห้ง 7เม็ด
เกลือ 1หยิบมือ
น้ำปลา 1ช้อนโต๊ัะ
น้ำส้มมะขามเปียก 1-2 ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ 1 ต้น
วิธีปรุง
-ขูดเปลือกมะรุมให้สีเขียวที่ติดเปลือกหลุด จากนั้นตัดเป็นท่อนๆยาวสัก2นิ้วล้างน้ำพักเอาไว้
-นำเกลือ+กระเทียม+ตะไคร้+พริกโขลกรวมกันพอละเอียดใส่กระปิและปลาร้าลงไปโขลกด้วย
(หย่าแรงจะกระเด็นเข้าตาได้นะจ๊ะ)
-นำน้ำใส่หม้อพอประมาณนำขึ้นตั้งไฟพอน้ำเดือดให้ใส่เครื่องแกงตามด้วยมะรุมแล้วปิดผาพอมะรุมสุก(บีบแล้วแตก)ให้ใส่น้ำมะขามเปียกปรุงรสด้วยน้ำปลาชิมดูว่าขาดอะไรถ้าได้ที่แล้วทิ้งให้
น้ำเดือดใส่ปลาช่อนลงไปไม่ต้องคนนะทิ้งไว้ให้ปลาช่อนสุก
-ตักใส่ถ้วยกินกับข้าวเหนียว อร่อยหย่าบอกใครเชียวชดร้อนๆ
นี่เป็นแกงส้มมะรุมแถบชนบทภาคเหนือนะค่ะที่เขาต้องใส่ปลาร้าไ่ม่ใส่ไม่อร่อยและไม่นิยมใส่น้ำตาลกันด้วย เวลากินนะต้องใช้ช้อนขูดเนื้อมะรุม หรือว่าต้องใช้ฟันขูดไปเลย คิดว่านะอย่างหลังอร่อยกว่าได้รสชาติถ้าไม่กล้วเปื้อนมือ นำไปทำทานกันดูนะค่ัะ วันหลังจะนำเมนูอื่นมาฝากกันที่คุณไม่เคยได้
ชิม
วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2556
วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556
แกงบอน
*แกงบอน*นี่คือแกงแบบไทยๆที่มีมาตั้งแต่อดีตเชียวนะคะในยุคสมัยนี้ไม่ค่อยมีใครรู้จักแกงบอน
คุณอาจจะไม่เคยพบเห็นตามร้านอาหารเลย ร้านข้าวแกงริมทางหรือเมนูอาหารตามภัตตาคาร นับว่า
เป็นอาหารที่หารับประทานได้ยากมาก แต่รสชาติอร่อยน่าดูคะ ในชนบทเท่านั้นที่จะมีแกงบอนรับประทานชึ่งก็น้อยมาก
ความจริงแกงบอนนี้เขาว่ามีเคล็ดลับกันค่ะไม่ใช่ว่าใครก็แกงได้บางคนแกงกินไม่ได้เลยมันคัน
ต้องทิ้งเพราะ*บอน*เป็นพืชชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ริมน้ำแฉะๆใบคล้ายกับใบเผือกสีเขียวอ่อนบอนมีสารบางอย่างที่เคลือบอยู่ทั้งใบและก้านใครที่ไปสัมผัสก็จะรู้สึกคัน ก้านใบบอนนี่เองที่นำมาแกงได้
เอาละมาดูเครื่องปรุงแกงบอนมีอะไรก้นบ้างและมีวิธีการปรุงอย่างไรมาดูกันเลยค่ะ่
เครื่องปรุง
ก้่านบอนเลือกเอาก้านที่โตๆสวยๆ 3-4 ก้าน
น้ำพริกแกงเผ็ดสำเร็จรูป 1 ซอง
รากกระชาย 5 ราก
ลูกมะกรูด 1 ผล
ปลาซ่อนหรือปลาทูสดต้มสุกแกะเอาเนื้อ 1 ถ้วย
ใบมะกรูด 5 ใบ
น้ำตาลปี๊ป 2 ช้อนโตะ
น้ำปลา 3 ช้อนโตะ
น้ำส้มมะขามเปียก 2 ช้อนโตะ
วิธีปรุง
ปอกบอนโดยลอกเยื่อออก ล้างน้ำให้สะอาดต้ดเป็นท่อนพอน้ำเดือดให้ใส่บอนลงไปต้ม 5
นาที ต่อจากนั้นยกหม้อลงต้กเนื้อบอนออกจากหม้อพอเย็นบีบน้ำออกให้หมดพักเอาไว้ก่อนเอาเครื่อง
แกงเผ็ด+กระชาย+ผิวมะครูด+เนื้อปลาที่แกะแล้วลงโคลกรวมกัน
ละลายเครื่องแกงลงใส่หม้อแกงยกขึ้นตั้งไฟพอน้ำเดือดนำบอนใส่ลงไปในหม้อปรุงรสด้วยน้ำปลา
น้ำตาลปี๊ป น้ำส้มมะขามเปียก ชิมดูรสชาติ อร่อยแล้วต้กใส่ถ้วยรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆได้ทันที
และมีอีกสูตรหนึ่ง แกงบอนกับแคบหมู(แกงบอนล้านนา)
เครื่องปรุง
ก้านบอน 3-4 ก้าน
พริกขี้หนู 1-2 เม็ด
กระเทียม 3-4 กลีบ
ตะไค้ร 1 หัว
ข่า 2 แว่น
กะปิ 1/2 ช้อน
ปลาร้า 1 ช้อน
น้ำปลา 1 ช้อน
ใบมะกรูด 5 ใบ
แคบหมู หรือ หมูส้บ 1 ถ้วย
ชะอม 4 ก้าน
มะเขือขื่น 2 ลูก
น้ำมะขามเปียก 2 ช้อน
วีธีปรุง
ปอกก้านบอนลอกเยื่อออก ล้างน้ำให้สะอาดต้ดเป็นท่อนพอน้ำเดือดให้ใส่บอนลงไปต้มนำพริก
+กระเทียม+ตะไคร้+ข่าลงไปโคลกพอแหลกให้นำปลาร้า+กะปิลงไปโคลกรวมกัน พอบอนเปื่อยได้ที่
นำเครื่องแกงลงใส่ในหม้อใส่มะเขื่อขื่นและแคบหมูลงไปเติมน้ำมะขามเปียกน้ำปลาตามใจชอบชิมดู
ใส่ใบมะกรูด ชะเอมเด็ด พอกลิ่นเริ่มหอมยกลงต้กใส่ถ้วยกินกับข้าวเหนียว รับรองเด็ด**
*แกงบอน*นี่คือแกงแบบไทยๆที่มีมาตั้งแต่อดีตเชียวนะคะในยุคสมัยนี้ไม่ค่อยมีใครรู้จักแกงบอน
คุณอาจจะไม่เคยพบเห็นตามร้านอาหารเลย ร้านข้าวแกงริมทางหรือเมนูอาหารตามภัตตาคาร นับว่า
เป็นอาหารที่หารับประทานได้ยากมาก แต่รสชาติอร่อยน่าดูคะ ในชนบทเท่านั้นที่จะมีแกงบอนรับประทานชึ่งก็น้อยมาก
ความจริงแกงบอนนี้เขาว่ามีเคล็ดลับกันค่ะไม่ใช่ว่าใครก็แกงได้บางคนแกงกินไม่ได้เลยมันคัน
ต้องทิ้งเพราะ*บอน*เป็นพืชชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ริมน้ำแฉะๆใบคล้ายกับใบเผือกสีเขียวอ่อนบอนมีสารบางอย่างที่เคลือบอยู่ทั้งใบและก้านใครที่ไปสัมผัสก็จะรู้สึกคัน ก้านใบบอนนี่เองที่นำมาแกงได้
เอาละมาดูเครื่องปรุงแกงบอนมีอะไรก้นบ้างและมีวิธีการปรุงอย่างไรมาดูกันเลยค่ะ่
เครื่องปรุง
ก้่านบอนเลือกเอาก้านที่โตๆสวยๆ 3-4 ก้าน
น้ำพริกแกงเผ็ดสำเร็จรูป 1 ซอง
รากกระชาย 5 ราก
ลูกมะกรูด 1 ผล
ปลาซ่อนหรือปลาทูสดต้มสุกแกะเอาเนื้อ 1 ถ้วย
ใบมะกรูด 5 ใบ
น้ำตาลปี๊ป 2 ช้อนโตะ
น้ำปลา 3 ช้อนโตะ
น้ำส้มมะขามเปียก 2 ช้อนโตะ
วิธีปรุง
ปอกบอนโดยลอกเยื่อออก ล้างน้ำให้สะอาดต้ดเป็นท่อนพอน้ำเดือดให้ใส่บอนลงไปต้ม 5
นาที ต่อจากนั้นยกหม้อลงต้กเนื้อบอนออกจากหม้อพอเย็นบีบน้ำออกให้หมดพักเอาไว้ก่อนเอาเครื่อง
แกงเผ็ด+กระชาย+ผิวมะครูด+เนื้อปลาที่แกะแล้วลงโคลกรวมกัน
ละลายเครื่องแกงลงใส่หม้อแกงยกขึ้นตั้งไฟพอน้ำเดือดนำบอนใส่ลงไปในหม้อปรุงรสด้วยน้ำปลา
น้ำตาลปี๊ป น้ำส้มมะขามเปียก ชิมดูรสชาติ อร่อยแล้วต้กใส่ถ้วยรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆได้ทันที
และมีอีกสูตรหนึ่ง แกงบอนกับแคบหมู(แกงบอนล้านนา)
เครื่องปรุง
ก้านบอน 3-4 ก้าน
พริกขี้หนู 1-2 เม็ด
กระเทียม 3-4 กลีบ
ตะไค้ร 1 หัว
ข่า 2 แว่น
กะปิ 1/2 ช้อน
ปลาร้า 1 ช้อน
น้ำปลา 1 ช้อน
ใบมะกรูด 5 ใบ
แคบหมู หรือ หมูส้บ 1 ถ้วย
ชะอม 4 ก้าน
มะเขือขื่น 2 ลูก
น้ำมะขามเปียก 2 ช้อน
วีธีปรุง
ปอกก้านบอนลอกเยื่อออก ล้างน้ำให้สะอาดต้ดเป็นท่อนพอน้ำเดือดให้ใส่บอนลงไปต้มนำพริก
+กระเทียม+ตะไคร้+ข่าลงไปโคลกพอแหลกให้นำปลาร้า+กะปิลงไปโคลกรวมกัน พอบอนเปื่อยได้ที่
นำเครื่องแกงลงใส่ในหม้อใส่มะเขื่อขื่นและแคบหมูลงไปเติมน้ำมะขามเปียกน้ำปลาตามใจชอบชิมดู
ใส่ใบมะกรูด ชะเอมเด็ด พอกลิ่นเริ่มหอมยกลงต้กใส่ถ้วยกินกับข้าวเหนียว รับรองเด็ด**
วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556
อาหารไทยพื้นบ้าน
อาหารไทยพื้นบ้านของเรามีอะไรดีๆอยู่ไม่น้อยทั้งการนำวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นมาประกอบเป็นอาหาร(กินอาหารตามฤดูกาล)บรรพบุรุษของเราต่างคิดค้นและปรุงแต่งอาหารไทยพื้นบ้านออกมาได้อย่างน่าทึ่ง
รวมทั้งการนำเอาสมุนไพรต่างๆมาปรุงเป็นอาหารแก้โรคได้สารพัดทั้งยังมีรสเอร็ดอร่อยและถูกปากถูกใจผู้ที่รับประทานไม่น้อยเมืองไทยของเรามีสิ่งที่จะนำมาปรุงแต่งอาหารได้มากนำเอาสิ่งที่มีอยู่มาประกอบเป็นอาหารได้อย่างกลมกลืน
เรามี *มะนาว* ให้รสเปรี้ยวอย่างแหลม เรามี*มะขาม* ให้รสเปรี้ยวอย่างนุ่มนวลและอมหวาน
เรามี*น้ำตาลปี๊ป* หรือน้ำตาลมะพร้าว**น้ำตาลโตนด*ให้ความหวานและมีกลิ่นหอม
เรามีน้ำปลา*ที่ให้รสเค็มเลิศรสกว่าความเค็มของซอสต่างๆ
เรามีมะพร้าวที่ให้น้ำกะทิมีรสมันอย่างละเอียดมีกลิ่นหอมระรื่นเป็นธรรมชาติจากมะพร้าว
นอกจากนั้นเรามีสมุนไพรอีกมากมายหลายอย่างที่นำมาปรุงแต่งอาหารเช่น ห้วหอม กระเทียม
กระชาย ข่า ตะไคร้ มะกรูด มะนาว โหระพา แมงล้ก พริกขี้หนู สะระแหน่ ขมิ้น กะเพรา มะขาม มะพร้าว
เราควรอนุรักษ์อาหารไทยพื้นบ้านของเราเอาไว้และนำมาดัดแปลงปรุงแต่งให้ถูกปากถูกใจตามยุคตามสมัยต่อไป
อาหารไทยพื้นบ้านของเรามีอะไรดีๆอยู่ไม่น้อยทั้งการนำวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นมาประกอบเป็นอาหาร(กินอาหารตามฤดูกาล)บรรพบุรุษของเราต่างคิดค้นและปรุงแต่งอาหารไทยพื้นบ้านออกมาได้อย่างน่าทึ่ง
รวมทั้งการนำเอาสมุนไพรต่างๆมาปรุงเป็นอาหารแก้โรคได้สารพัดทั้งยังมีรสเอร็ดอร่อยและถูกปากถูกใจผู้ที่รับประทานไม่น้อยเมืองไทยของเรามีสิ่งที่จะนำมาปรุงแต่งอาหารได้มากนำเอาสิ่งที่มีอยู่มาประกอบเป็นอาหารได้อย่างกลมกลืน
เรามี *มะนาว* ให้รสเปรี้ยวอย่างแหลม เรามี*มะขาม* ให้รสเปรี้ยวอย่างนุ่มนวลและอมหวาน
เรามี*น้ำตาลปี๊ป* หรือน้ำตาลมะพร้าว**น้ำตาลโตนด*ให้ความหวานและมีกลิ่นหอม
เรามีน้ำปลา*ที่ให้รสเค็มเลิศรสกว่าความเค็มของซอสต่างๆ
เรามีมะพร้าวที่ให้น้ำกะทิมีรสมันอย่างละเอียดมีกลิ่นหอมระรื่นเป็นธรรมชาติจากมะพร้าว
นอกจากนั้นเรามีสมุนไพรอีกมากมายหลายอย่างที่นำมาปรุงแต่งอาหารเช่น ห้วหอม กระเทียม
กระชาย ข่า ตะไคร้ มะกรูด มะนาว โหระพา แมงล้ก พริกขี้หนู สะระแหน่ ขมิ้น กะเพรา มะขาม มะพร้าว
| พริกขี้หนู |
| ใบแมงล้ก |
| กระเทียม |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)